KSDLTF กองทุน LTF สำหรับคนไม่ชอบความผันผวน

000015ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงโดยไม่กังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุ โดยตั้งแต่ต้นปี 2553 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นไปกว่า 6% โดยทำสถิติสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 786.54 จุด (24 มีนาคม 2553) ส่งผลให้มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้นต่างก็ปรับขึ้นตามกันไปด้วย เช่น กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาว (KEQLTF)และกองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (KDLTF) มีการปรับตัวขึ้นไปกว่า 8% หรือแม้กระทั่งกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพียงประมาณ 70% อย่างกองทุนเปิดเค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล (K70LTF) ก็สามารถปรับตัวขึ้นไปได้ถึงประมาณ 5.7%

อย่างไรก็ดี ในช่วงเดียวกันนี้ กองทุนเปิดเค สตราทีจิค ดีเฟ็นซีฟ หุ้นระยะยาวปันผล (KSDLTF) กลับมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีติดลบถึงกว่า 4% ทำให้นักลงทุนหลายท่านเกิดความสงสัยว่า เพราะเหตุใดกองทุน KSDLTF ถึงได้มีผลการดำเนินงานสวนกระแสการขึ้นของตลาด

วัตถุประสงค์หลักของกองทุน KSDLTF คือการลดความผันผวนจากการลงทุนในหุ้น โดยกองทุนจะทำการลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 65% เหมือนกองทุน LTF อื่นๆ แต่จะมีการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี SET 50 (SET 50 Futures) เพื่อลดสัดส่วนการลงทุนสุทธิในหุ้นของกองทุนลง โดยปัจจุบัน สัดส่วนการลงทุนในหุ้นสุทธิหลังจากหักสัญญา Futures ของกองทุน KSDLTF อยู่ที่ประมาณ 10% – 15% เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุน LTF อื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนสุทธิในหุ้นอยู่ตั้งแต่ 70% ขึ้นไป

ข้อดีของการมีสัดส่วนการลงทุนสุทธิในหุ้นน้อย คือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลดลง กองทุนจะได้รับผลกระทบต่ำกว่ากองทุน LTF อื่นๆ เนื่องจากกองทุนจะได้กำไรชดเชยจากการขาย SET50 Futures (ราคาที่ขายออกไปสูงกว่าดัชนี ปัจจุบัน จึงเกิดกำไร) ทำให้กองทุน KSDLTF มีผลการดำเนินงานดีกว่าตลาด เช่น ในช่วงระยะเวลา 18 มกราคม – 28 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีการปรับตัวลดลงเกือบ 8% แต่กองทุน KSDLTF กลับมีผลการดำเนินงานติดลบเพียงแค่ 4%

อย่างไรก็ดี ในช่วงตลาดขาขึ้น กองทุนก็จะมีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าตลาดเช่นกัน เนื่องจากจะมีสัดส่วนสุทธิการลงทุนในหุ้นน้อย และมีผลขาดทุนจากการขายสัญญาล่วงหน้ามาหักล้างกับกำไรที่ได้จากการลงทุนในหุ้น (ราคา SET50 Futures ที่ขายออกไปต่ำกว่าดัชนีตลาด ณ ปัจจุบัน จึงเกิดผลขาดทุน) ทำให้เวลาหุ้นขึ้น ผลตอบแทนจะไม่ได้ขึ้นเท่ากับกองทุน LTF อื่นๆ ที่ไม่มีการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่น KEQLTF, KDLTF เป็นต้น ตัวอย่างเช่นในช่วงวันที่ 11 – 24 มีนาคม 2553 ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นถึงกว่า 8% แต่กองทุนมีผลการดำเนินงานสูงขึ้นเพียง 0.28%

จึงอาจกล่าวได้ว่า ในภาวะที่ตลาดหุ้นโดยรวมมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น กองทุน KSDLTF จะมีผลการดำเนินงานสู้กองทุน LTF อื่นๆไม่ได้ แต่ในขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมมีการปรับตัวลดลง กองทุน KSDLTF จะให้ผลการดำเนินงานที่ดีกว่ากองทุน LTF ประเภทอื่นๆ ดังนั้น กองทุน KSDLTF จึงเหมาะสำหรับการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนมาก และมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ชอบความผันผวน เนื่องจากกองทุน KSDLTF จะมีความผันผวนต่ำกว่ากองทุน LTF อื่นๆเนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสุทธิต่ำกว่า

อย่างไรก็ดี หากผู้ลงทุนถือกองทุน LTF ยังไม่ครบเงื่อนไข 5 ปีปฏิทิน ก็ยังไม่สามารถจะขายคืนได้ แม้ว่ากองทุนจะมีกำไรหรือขาดทุนก็ตามเนื่องจากจะผิดเงื่อนไขของกรมสรรพากร แต่เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในกองทุน LTF และยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยไม่ผิดเงื่อนไข ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้น ผู้ลงทุนอาจจะพิจารณาสับเปลี่ยน (Switch) กองทุน KSDLTF ไปยังกองทุน LTF อื่นๆ เช่นกองทุน KEQLTF, KDLTF หรือกองทุน K70LTFได้ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ตามการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น และเมื่อตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลง หรือผันผวนมาก ก็สามารถพิจารณาสับเปลี่ยนกองทุน LTF ดังกล่าวกลับมายังกองทุน KSDLTF เพื่อลดความผันผวนจากการลงทุนได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถทำการสับเปลี่ยนกองทุน LTF ภายใต้การจัดการของ บลจ.กสิกรไทยได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยน ผ่านทั้งธนาคารกสิกรไทยกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ พร้อมด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อีก 3 ช่องทาง ได้แก่ K-Cyber Invest (บริการลงทุนในกองทุนรวมทางอินเตอร์เน็ทกสิกรไทย), K-ATM (บริการธนาคารทางเอทีเอ็มกสิกรไทย),  และ K-Contact Center 0 2 888 8888 (บริการธนาคารทางโทรศัพท์กสิกรไทย)

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.